พระอรหันด์ยืนนิพพาน

 

กาลเมื่อพระมหาบุรุษพุทธางกูรได้ตรัสแก่พระปรมาภิเษกสัมโพธิญาณ สำเร็จพุทธภูมิพร้อมด้วยอัจฉริยอัพภูตธรรม ตามพระสัพพัญญูพุทธวิสัยภายใต้มหาโพธิพฤกษมณฑลอันเป็นสถานทีตั้งสะดือดินแห่งชมพูทวีปแล้ว องค์พระประทีปแก้วผู้กอบด้วยพระกรุณาใหญ่ก็ทรงพระอุตสาหะเสด็จไปประกาศพระพุทธศาสนา ยังประชาสัตว์ทั้งมนุษย์แลเทวดาให้ได้ดื่มอมตธรรมตามสมควรแก่วาสนาบารมี คราทีนั้น ยังมีฤๅษีตนหนึ่งซึ่งมีร่างกายกำยำล่ำสันตั้งอยู่ในวัยฉกรรจ์ ได้เดินทางมาจากหิมวันตประเทศมุ่งหน้าเข้าไปสู่สำนักสมเด็จพระบรมศาสดาจารย์เจ้า ครั้นถึงที่เฝ้าสมใจแล้ว ก็ถวายนมัสการและทูลถามถึงซึ่งข้อวัตรอันเป็นโมไนยปฏิบัติทันที

พระฤๅษีตนนี้เป็นใครท่านผู้มีปัญญาทั้งหลายพอจะนึกเดาเอาได้หรือไม่ เมื่อยังนึกไม่ออกก็จะบอกให้ก็ได้ พระฤๅษีตนนี้ใช่อื่นไกล ที่แท้ก็คือ นาลกมาณพ นัดดาของท่านกาลเทวิลมหาฤๅษี ซึ่งตายไปเกิดเป็นอรูปพรหมผู้วิเคษ ณ อรูปภพพรหมภูมิ ตามที่พรรณนาไว้ในตอนที่ว่าด้วยเรื่องข้าวบูดของดาบสโน้น ยังจำได้ไหมเล่า คราวนั้นเจ้านาลกมาณพยังหนุ่มแน่นซ้ำมีทรัพย์ศฤงคารมหาศาลหลายสิบโกฏิ แต่เมื่อลุงฤๅษีกาลเทวิลดาบสมีคำสั่งให้ออกบวช เพื่อรอคอยการตรัสแห่งสมเด็จพระสัพพัญญูเจ้า เขาก็เชื่อฟังด้วยดี ออกบวชเป็นฤๅษีตั้งแต่วันที่พระโพธิสัตว์เจ้าประสูติจากพระครรโภทรสมเด็จพระพุทธมารดาเป็นต้นมา อาศัยอยู่ในบริเวณป่าหิมพานต์เจริญสมณธรรมคอยท่าพระมหาบุรุษเจ้าอยู่นานถึง ๓๐ ปี ไม่มีจิตอาลัยไยดีในทรัพย์ศฤงคารมหาศาลหรือฆราวาสวิสัยแต่อย่างใด บัดนี้เมื่อได้ทราบข่าวว่า เจ้าฟ้าชายบวรดนัยแห่งสมเด็จพระเจ้าสิริสุทโธทนบรมกษัตริย์ ได้ตรัสแก่พระปรมาภิเษกสัมโพธิญาณ สำเร็จเป็นเอกองค์อัครศาสดาจารย์ในโลกแล้ว ก็มีจิตผ่องแผ้วโสมนัสชื่นบาน รีบเก็บสมณบริขารแล้วเร่งรุดเดินทางมาจากป่าหิมพานต์แดนไกล พอได้ประสบพบสมเด็จพระพุทธเจ้าสมใจปรารถนา ก็มิได้รอช้ารีบทูลถามถึงข้อวัตรอันเป็นโมไนยปฏิบัติทันที โดยมีความประสงค์จะถือเอาเป็นข้อวัตรของตนด้วยอำนาจบุรพวาสนาที่ได้สั่งสมอบรมมาแต่ปางบรรพ์

สมเด็จพระสรรเพชุดาญาณทรงสวนาการปัญหาโมไนยปฏิปทา อันไม่เคยมีเทวดาแลมนุษย์มาทูลถามดั่งนั้น จึงทรงพลันทอดพระเนตรทัศนาฤๅษีนาลกเจ้าของปัญหาด้วยพระกรุณาใหญ่ พร้อมกับทรงอาวัชนาการด้วยพระญาณอันไม่ข้องขัด เมื่อทรงทราบชัดความเป็นไปแต่เบื้องหลังทั้งมวลแล้ว องค์สมเด็จพระประทีปแก้วก็ทรงมีพระมหากรุณาประทานข้อวัตรโมไนยปฏิบัติแก่ท่านนาลกะผู้มีวาสนา เป็นใจความว่า

"ดูกรภิกษุผู้เห็นภัยในวัฏสงสาร! ตถาคตจักแสดงโมไนยปฏิบัติแก่เธอ ขอเธอจงมนสิการด้วยดีเถิด โมไนยปฏิบัตินี้ยากที่กระทำได้ ยากที่ปฏิบัติให้ตลอดได้ ตถาคตจักบอกแก่เธอในกาลบัดนี้ ขอเธอจงทรงไว้ให้มั่นคงด้วยดีเถิด คือภิกษุรูปผู้ประพฤติโมไนยปฏิบัติพึงทำจิตให้เสมอในสัตว์บุคคลทั้งปวง อย่าเลือกที่รักผลักที่ชัง บุคคลในโคจรคามตามที่เธอเที่ยวไปบิณฑบาตนั้น ใครจะด่าว่า ตัดพ้อเปรียบเทียบเสียดแทงเธอด้วยประการใด เธอก็อย่าได้พึงโกรธโทมนัสขัดแค้นเกลียดชัง ใครจะไหว้นบเคารพยำเกรงประการใด เธอก็อย่ารักอย่าใคร่พึงกระทำใจให้ปราศจากโทสะ และ อัสมิมานะ จะเที่ยวไปในที่ใดๆ จงกระทำใจให้ปราศจากมานะอย่ายกย่องพองตน กิริยาที่เย่อหยิ่งยกย่องพองตนนั้น เธอจงพยายามขจัดให้บำบัดออกไปจากขันธสันดาน"

สมเด็จพระบรมศาสดาจารย์ทรงยังพระสัทธรรมเทศนาโมไนยปฏิบัติให้ยุติลงด้วยยอดธรรมกล่าวคือพระอรหัตทีเดียว ด้วยว่ากิริยาที่ขจัด “มานะ" เสียได้ ให้เป็นสมุจเฉทปหานนั้น ต้องขจัดได้ด้วยพระอรหัตมรรคญาณ ซึ่งเป็นพระอริยมรรคชั้นสูงสุด แต่เพียงพระโสดาปัตติมรรคญาณ พระสกิทาคามิมรรคญาณ หรือพระอนาคามิมรรคญาณ ยังไม่มีอำนาจอาจหาญที่จะตัดขาดมานสัญโญชน์นื้ได้ ต่อเมื่อพระอรหัตมรรคญาณอุบัติขื้นในสันดานนั่นแล้ว มานะจึงจะขาดสูญสิ้นไปได้อย่างแน่นอน และพระสัทธรรมเทศนาที่ทรงสั่งสอนให้ปฏิบัติขจัดมานะให้ขาดนี้ ปรากฏมีในเบื้องปลายแห่งโมไนยปฏิบัติ ดังนั้น พระสัทธรรมเทศนาโมไนยปฏิบัติที่ตรัสแก่ท่านนาลกฤๅษีนี้ จึงชื่อว่ามีพระอรหัตมรรคญาณเป็นยอดธรรม

เมื่อจบพระสัทธรรมเทศนาของสมเด็จพระมหามุนี ท่านนาลกะหลานกาลเทวิลมหาฤๅษีก็ชื่นชมยินดีปสันนาการ ครั้นได้บรรพชาทรงเพศเป็นพระภิกษุในพระบวรพุทธศาลนาด้วยพุทธบัญชาแล้ว ก็น้อมศิโรตม์ถวายอภิวาทพระบรมศาสดาจารย์ เข้าไปสู่ป่าปฏิบัติเป็นอุกฤษฏ์ มิได้คิดอาลัยในร่างกายแลชีวิต ซึ่งจะได้คิดโลเลด้วยเหตุอันใดอันหนึ่งเป็นอันไม่มี ที่สุดแม้แต่จะคิดโลเลผัดวันประกันพรุ่งว่า "อาตมาจะหยุดยั้งสละละวางความเพียรเสียก่อน แล้วไปเฝ้าสมเด็จพระพุทธเจ้าให้ได้เห็นพระองค์อีกสักครั้งหนึ่ง จึงจะย้อนกลับมากระทำความเพียรต่อไป" หรือว่า "อาตมาจะหยุดความเพียรเสียสักพักหนึ่งก่อน จักย้อนกลับไปฟังพระสัทธรรมเทศนา พอกลับมาจึงจะเริ่มทำความเพียรต่อไป" หรือว่า "อาตมาจะกลับไปทูลถามโมไนยปฏิบัติ ในสำนักแห่งพระพุทธองค์เจ้าอีกครั้งหนึ่งแล้วจึงจะกลับมาทำความเพียรบำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐานต่อไป" จะได้คิดโลเลดังนี้แม้แต่สักวารจิตหนึ่งก็หามิได้ อุตสาหะบำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐานเรื่อยไปสิ้นวันแล้ววันเล่า พระผู้เป็นเจ้านาลกะท่านเป็นผู้ประพฤติมักน้อยในอันที่จะเห็น มักน้อยในอันที่จะฟัง มักน้อยในอันที่จะถาม สิริรวมเป็นมักน้อยในสถานะทั้ง ๓ อยู่เสมอเป็นนิตย์ อนึ่ง กิริยาที่พระผู้เป็นเจ้าเข้าไปสู่ป่าเชิงเขาทำความเพียรในครั้งนั้น จะได้อยู่ในสถานที่แห่งเดียวกันถึงสองวันหามิได้เลย วันนี้บิณฑบาตบ้านนี้พรุ่งนี้บิณฑบาตบ้านนั้น มะรืนนี้บิณฑบาตบ้านโน้น วันนี้อยู่โคนต้นไม้นี้ พรุ่งนี้อยู่โคนต้นนั้น มะรืนนี้อยู่โคนต้นโน้น พระผู้เป็นเจ้าท่านปฏิบัติเข้มงวดกวดขันสมควรแก่การเป็นโมไนยปฏิบัติ แล้วจำเริญวิปัสสนากรรมฐานเรื่อยไปไม่ขาดสายในไม่ช้า พระวิปัสสนาญาณก็พลันอุบัติขื้นแลจำเริญวัฒนาจนถึงขั้นสูงสุดคือ พระอรหัตมรรคญาณ ซึ่งก็ทำให้ท่านได้สำเร็จเป็นพระอรหันตมหาขีณาสวเจ้าทรงคุณวิเศษสุดในพระบวรพุทธศาสนา

อันที่จริง พระอริยสาวกที่ปฏิบัติเป็นโมไนยปฏิปทานี้ ถ้าปฏิบัติเป็นอุกฤษฏ์ก็จะคงมีชีวิตอยู่ต่อไปได้เพียง ๗ เดือน ถ้าปฏิบัติเป็นมัชฌิมะปานกลาง ก็จะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ ๗ ปี ถ้าปฏิบัติเป็นมันทะ คือ อย่างอ่อน ก็คงจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้นานถึง 16 ปี กฎเกณฑ์มีอยู่อย่างนื้เป็นธรรมดา และพระอริยสาวกผู้บำเพ็ญซึ่งโมไนยปฏิบัตินื้ จะได้มีมากน้อยหามิได้ ในศาสนาเเห่งสมเด็จพระสัพพัญญูพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง ย่อมมีพระสาวกผู้บำเพ็ญโมไนยปฏิบัตินื้แต่เพียงรูปเดียวเท่านั้น ก็ในศาสนาแห่งสมเด็จองค์สมเด็จพระภควันตมุนีศรีศากยโคดมบรมครูเจ้าแห่งเรานี้ ก็มีพระคุณเจ้านาลกะนี้แล ที่ท่านเป็นพระสาวกผู้บำเพ็ญโมไนยปฏิบัติ

ก็พระคุณเจ้านาลกะนี้ ท่านสร้างบารมีมาเพื่อบำเพ็ญโมไนยปฏิบัติชนิดอุกฤษฏ์ ดังนั้น ท่านจึงมีชีวตทรงชีพอยู่ต่อไปได้เพียง ๗ เดือน เมื่อถึงกาลกำหนดแล้ว วันนั้นองค์อรหันต์พระนาลกะท่านพิจารณาเห็นว่า อายุสังขารแห่งตนจะสิ้น จึงจัดแจงสรงน้ำชำระกายให้สะอาดปราศจากมลทินแล้วก็นุ่งสบงทรงจีวรผูกด้วยผ้ากายพันซ้อนสังฆาฏิเข้าเป็นสองชั้นครั้นเสร็จเรียบร้อยแล้วก็เดินทางขึ้นไปสถิตอยู่บนภูเขาสุวรรณบรรพตบ่ายพักตร์เฉพาะทิศที่องค์พระพิชิตมารเสด็จสถิต ถวายนมัสการด้วยเบญจางคประดิษฐ์ แล้วก็อธิษฐานให้ซากศพของท่าน มีอาการยืนประนมหัตถ์อยู่จนกว่าสมเด็จพระบรมครูเจ้าจักเสด็จมา ณ ที่นั้นโดยกระทำอรหันต์อธิษฐานว่า

“ขอปาฏิหาริย์จงบังเกิดมีแก่สรีรศพของอาตมา คือว่า เมื่ออาตมาดับขันธ์เข้าสู่ปรินิพพานแล้ว ขอให้สรีรศพของอาตมาจงมีอาการยืนประนมหัตถ์นมัสการอยู่อย่างนี้ จนกว่าสมเด็จพระชินสีห์เจ้าจักเสด็จมา เพื่อให้เทวดาและมนุษย์ได้เห็นอานุภาพแห่งเราผู้เฝ้าบำเพ็ญโมไนยปฏิบัติในพระศาสนานี้”

พระผู้เป็นเจ้านาลกเถระกระทำอรหันต์อธิษฐานมั่นคงฉะนี้แล้ว ก็ยืนประนมหัตถ์อธิษฐานเข้าฌานสมาบัติ ตั้งแต่ฌานชั้นต่ำจนถึงจตุตถฌานอันเป็นนิพพานบริกรรม ครั้นออกจากจตุตถฌานแล้ว ก็ล่วงลับดับขันธ์เข้าสู่ปรินิพพาน ด้วยอาการยืนยกอัญชลีประนมหัตถ์เป็นอัศจรรย์ โดยมีวิบากขันธ์แลกัมมชรูปดับสูญเป็นเกษมศานต์หนักหนา

ครานั้นสมเด็จพระบรมโลกุตมาจารย์ทรงทราบด้วยพระญาณวิเศษว่าพระนาลกอรหันต์อริยสาวกผู้บำเพ็ญโมไนยปฏิบัติในศาสนาของพระองค์ท่านดับขันธ์เข้าสู่ปรินิพพานเสียแล้ว จึงเสด็จไปที่นั้นพร้อมด้วยพระสงฆ์บริวาร ทรงกระทำการฌาปนกิจศพพระนาลกมหาขีณาสวเจ้าเสร็จสิ้นแล้ว ก็ทรงโปรดกรุณาให้เก็บอัฐิธาตุประดิษฐานไว้ในพระเจดีย์ ที่พระองค์ทรงมีพระพุทธบัญชาให้สร้างขึ้น ณ สุวรรณบรรพตนั้น

ประวัติขององค์อรหันต์ท่านพระนาลกะผู้บำเพ็ญโมไนยปฏิบัตินั้น ย่อมชี้ให้เห็นถึงความศักดิ์สิทธิ์ของอรหันต์อธิษฐานคราวนิพพานว่า สุดแต่ท่านจะอธิษฐานให้มีปาฏิหาริย์เป็นเช่นใด ในกรณีของท่านพระนาลกะนี้ท่านอธิษฐานให้สรีระศพมีปาฏิหาริย์ยืนประนมหัตถ์นมัสการเฉพาะทิศที่สถิตอยู่แห่งองค์สมเด็จพระบรมครูเจ้า เมื่อดับขันธ์เข้าสู่ปรินิพพานแล้ว สรีระศพของท่านก็มีปาฏิหาริย์คงยืนประนมหัตถ์นมัสการอยู่อย่างนั้น ไม่แปรผันเป็นอย่างอื่น นอกจากมีปาฏิหาริย์ยืนดับขันธ์นิพพานแล้ว องค์อรหันต์ผู้มีจิตผ่องแผ้วบริสุทธิ์บางท่าน ยังอธิษฐานให้มีปาฏิหาริย์ในอริยาบถที่นั่งนิพานก็มี