พระนาลกะ
ผู้ยิ่งด้วยโมเนยปฏิปทา

จาก หนังสือ กรรมทีปนี
รจนาโดย พระพรหมโมลี วัดยานนาวา กทม.

สมัยที่องค์สมเด็จพระมิ่งมงกุฎศรีศากยมุนีโคดมบรมครูเจ้าแห่งเราท่านทั้งหลาย ยังไม่ได้เสด็จมาอุบัติตรัสในโลกนี้นั้น ปรากฏว่ามีบุรุษหนุ่มผู้หนึ่ง ซึ่งเป็นคนมีปัญญาเห็นอาทีนพโทษแห่งฆราวาสวิสัย จึงเข้าไปบวชเป็นฤๅษีอยู่ในป่า อุตสาหะจำเริญสมถกรรมฐานด้วยความอาจหาญเป็นอย่างยิ่ง ต่อมามิช้าเขาก็ได้บรรลุความสำเร็จในการเจริญสมถภาวนาสมความปรารถนา คือได้บรรลุปฐมฌานซึ่งเป็นฌานสมาบัติที่๑ ถึงกระนั้นฤๅษีผู้มีความพยายามอย่างมากมั่นในสันดาน ก็ยังไม่พอใจในฌานสมาบัติที่ตนได้ อุตส่าห์จำเริญภาวนาต่อไป จนได้บรรลุฌานสมาบัติสูงขึ้นไปเป็นลำดับ ตลอดถึงเนวสัญญานาสัญญายตนฌานซึ่งเป็นฌานสมาบัติที่๘ เมื่อได้บรรลุฌานสมาบัติที่๘อันเป็นฌานสูงสุดแล้ว ก็ตั้งจิตอธิษฐานให้เกิดอภิญญา อุตส่าห์กระทำอภิญญานั้นให้เป็นวสีภาพ จนปรากฏว่าเป็นผู้ชำนาญในอภิญญา ๕ประการอย่างดี ขอแนะนำให้พวกเราได้รู้จักกับท่าน ฤๅษีผู้ทรงไว้ซึ่งทรงอภิญญา ๕ สมาบัติ ๘ ผู้นี้ว่าท่านคือ พระกาฬเทวิลมหาฤๅษี ดาบสผู้มีฤทธิ์ยิ่งใหญ่ในหิมาลัยประเทศ

หลังจากที่ได้สำเร็จฌานอภิญญามีคุณวิเศษเหนือมนุษย์ธรรมดาสามัญแล้ว ท่านกาฬเทวิลมหาฤๅษีก็มีจิตผ่องแผ้ว อธิษฐานอภิญญาเหาะไปเพื่อท่องเที่ยวทัศนาจรในสถานที่ต่างๆ ซึ่งมนุษย์ธรรมดาสามัญไม่สามารถจะไปถึงได้ คราวหนึ่ง ท่านได้อธิษฐานจิตให้บังเกิดฤทธิ์เหาะขึ้นไปเที่ยวยังดาวดึงสเทวโลก พบสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งเป็นที่รื่นรมย์เหมาะแก่การที่จะมานั่งเข้าฌานสมาบัติเป็นยิ่งนัก ก็บังเกิดพอใจ ในภายหลังต่อมา จึงปรากฏว่า หลังจากที่ได้ทำกิจจำเป็นในโลกประจำวันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ท่านกาฬเทวิลมหาฤๅษีผู้มีฤทธิ์ก็มักจะอธิษฐานจิตให้เกิดอภิญญา แล้วเหาะไปเข้าฌานสมาบัติเพื่อเป็นการพักผ่อนในเพลากลางวันอย่างสุขสบาย ณ สถานที่รื่นรมย์บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์แห่งนั้นเป็นนิตย์

อยู่มาวันหนึ่ง หลังจากที่ได้บริโภคผลาผลตามวิสัยแห่งดาบสผู้อยู่ป่าเสร็จแล้ว ท่านกาฬเทวิล มหาฤๅษีก็เหาะไปสู่ที่เทวจาริกแล้วก็หลบไปเข้าฌาน ณ สถานที่รื่นรมย์นั้นอีกเช่นเคย เมี่อออกจากฌานสมาบัติแล้ว ได้ยินเสียงอุโฆษณาการอึงคะนึงซึ่งเกิดจากกิริยาของเหล่าเทวดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ผิดแปลกจากปรกติทุกวันมา จึงเรียกเทวดาองค์หนึ่งเข้ามาถามว่า เหตุไรวันนี้บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์จึงเกิดโกลาหลอึงคะนึงผิดธรรมดานักหนา เทวดาองค์นั้นจึงแจ้งความว่า " ข้าแต่ท่านฤๅษีแก่แต่ทว่ามีฤทธิ์เกินคน! กาลนี้เป็นศุภมงคลประเสริฐเลิศล้นเหลือคณนา คือว่าในวันนี้พระมหาสัพพัญญูโพธิสัตว์เจ้า ซึ่งเป็นเทพบุตราธิบดีจุติจากสวรรค์ชั้นดุสิต ไปปฏิสนธิในพระคัพโภทรสมเด็จพระสิริมหามายาราชเทวีมานานแล้วนั้น ท่านได้ประสูติจากพระอุทรแห่งพระมารดาแล้ว พวกข้าพเจ้าเหล่าเทวดาในดาวดึงส์ ซึ่งมีสมเด็จพระอมรินทราธิราชเป็นประธาน ต่างก็พากันมีจิตยินดีปรีดา ทุกเหล่าชาวฟ้าก็มีหน้าตาแจ่มใส เล่นการมหรสพให้เอิกเกริกโกลาหลไปตามท้องถนนสุทัศนวิถีในดาวดึงสเทวโลก ปรากฏเป็นศัพท์สำเนียงสนั่นครั่นครื้นรื่นเริงมากมายในเพลานี้ ด้วยมีความชื่นชมโสมนัสเป็นนักหนา เฝ้าแต่อุโฆษณาการและเจรจาแก่กันและกัน ด้วยความมั่นใจว่า "พระราชบุตรแห่งพระเจ้าสิริสุทโธทนมหาราชกรุงกบิลพัสดุ์ซึ่งประสูติในวันนี้ เป็นผู้มีพุทธบารมีเต็มเปี่ยมในพระบวรขันธสันดาน อีกมิช้ามินานก็จะได้ทรงนิสัชนาการนั่งเหนือรัตนบัลลังก์ ภายใต้มิ่งไม้มหาโพธิและจะได้ตรัสเป็นองค์สมเด็จพระสรรเพชญสัพพัญญูเจ้า เป็นศาสดาของเหล่าเทวดาแลมนุษย์ทั้งหลาย สามารถจักนำเวไนยสัตว์ให้ออกจากกองทุกข์ในวัฏสงสาร ด้วยการแสดงพระสัทธรรมเทศนามีพระธรรมจักรเป็นอาทิ เราทั้งหลายจักได้มีโอกาสทอดทัศนาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และจักได้ฟังพระธรรมเทศนากันแล้วในครั้งนี้แล ต่างก็พากันดีอกดีใจดั่งนี้ จึงพากันกระทำสาธุการด้วยสำเนียงอึงมี่อึกทึกครึกครื้น และบ้างก็โบกซึ่งทิพยภูษาต่างธงชัยให้เป็นการเอิกเกริกทั่วไปทั้งดาวดึงสเทวโลก ดังที่ท่านดาบสได้เห็นและได้ยินอยู่ในกาลบัดนี้แล"

เมื่อเทวดาแจ้งความให้ทราบโดยละเอียดดังนี้ ท่านฤๅษีก็มีความยินดี จึงรีบอุฏฐาการลุกขึ้นจากทิวาวิหารลงมาจากสวรรค์ดาวดึงส์ เหาะตรงมาลงยังกบิลพัสดุ์บุรีและดำเนินด้วยบาทเปล่าเข้าไปสู่พระราชนิเวศน์มหาสถานในเพลาสายัณห์ แล้วถวายพระพรทูลถามสมเด็จพระราชาธิบดีสิริสุทโธทนะว่า

"ขอถวายพระพรบพิตรพระราชสมภารเจ้า! อาตมานี้ได้ยินข่าวว่า พระราชบุตรแห่งบรมบพิตรประสูติแล้ว จะเป็นจริงหรือประการใด " เมื่อสมเด็จพระบรมกษัตริย์ทรงรับคำว่าใช่ จึงถวายพระพรต่อไปอีกว่า "อาตมภาพใคร่จะขอเห็นพระราชกุมาร”

สมเด็จพระเจ้าสิริสุทโธทนราชผู้ทรงมีความเคารพในท่านฤๅษีใหญ่เป็นอย่างยิ่ง จึงมีพระราชดำรัสสั่งให้เจ้าพนักงานเชิญพระราชปิโยรส ซึ่งทรงพระอาภรณ์พร้อมนำมาให้น้อมพระองค์ลงนมัสการท่านฤๅษีผู้มีฤทธิ์

ขณะนั้น ควรจะเห็นเป็นอัศจรรย์หนักหนา เพราะว่าพระบวรยุคลบาทแห่งพระราชกุมาร กลับขึ้น ไปประดิษฐานอยู่บนชฎาแห่งท่านกาฬเทวิลมหาฤๅษี โดยมีคำอธิบายในตอนนี้ว่า

"ธรรมดาพระบรมโพธิสัตว์ในปัจฉิมชาติ คือชาติสุดท้าย จะได้มีบุคคลอื่นที่ควรจักวันทนาการนั้นหามิได้ ผิว์พระบรมโพธิสัตว์จะกระทำพระเศียรให้น้อมลงแทบบาทมูลแห่งบุคคลใดแล้ว ศีรษะบุคคลผู้นั้นจะพลันภินทนาการแตกแยกออกเป็น ๗ ภาคในขณะนั้นทันที"

เมื่อท่านฤๅษีผู้มีฤทธิ์กล้าเห็นเหตุการณ์เป็นประจักษ์ตาดังนั้น ก็สะดุ้งใจบังเกิดอัศจรรย์ จึงอุฏฐาการลุกขึ้นจากอาสน์คุกเข่าลงกระทำอัญชลีกร รับเอาพระยุคลบาทแห่งพระบรมพระโพธิสัตว์ไว้ ฝ่ายสมเด็จพระราชบิดาได้ทอดพระเนตรเห็นเหตุมหัศจรรย์เช่นนั้น ก็ทรงมีพระทัยเต็มตื้นไปด้วยพระปีติสุดประมาณ ยอกรถวายอภิวันทนาการโดยสำคัญพระราชบุตรของพระองค์ว่า เป็นดุจประหนึ่งพระพรหมผู้วิเศษยิ่ง

ความจริงพระกาฬเทวิลชรานั้น ท่านเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งคุณวิเศษเป็นนักหนาโดยได้บรรลุอภิญญาทั้ง ๕ และสมาบัติทั้ง ๘ สามารถที่จะระลึกชาติได้มากมายถึง ๘๐ มหากัป คือระลึกอดีตชาติถอยหลังไปได้ ๔๐ มหากัป และระลึกถึงชาติในอนาคตรู้ล่วงหน้าไปอีก ๔๐ มหากัป ด้วยเหตุเมื่อท่านพิจารณาเห็นลักษณะแห่งพระโพธิสัตว์อย่างถี่ถ้วน และทราบว่า จะได้ตรัสเป็นพระสรรเพชญสัพพัญญู โดยแท้แล้ว จึงรำพึงอยู่ในใจว่า "พระราชกุมารนี้เป็นอัจฉริยมนุษย์จักได้สำเร็จเป็นพระพุทธะอย่างเที่ยงแท้ แล้วก็แย้มโอษฐ์สำรวลหัวร่อร่าด้วยความชื่นชมโสมนั้สเป็นนักหนา ครั้นแล้วจึงพิจารณาถึงเหตุการณ์ในอนาคต ด้วยอำนาจอภิญญาอันวิเศษแห่งตน ก็ทราบได้โดยชัดแจ้งว่า

"อาตมานี้เป็นคนมีวาสนาน้อย เพราะอายุยังเหลืออีกไม่นานนัก มิทันที่จักได้เห็นพระราชกุมารโพธิสัตว์นี้ เมื่อได้ตรัสเป็นองค์สมเด็จพระสรรเพชญสัพพัญญูเจ้าเป็นแน่ อายุของอาตมานี้จะสิ้นเสียก่อน แล้วอาตมานี้จะขึ้นไปอุบัติเกิดเป็นพระพรหมผู้วิเศษสถิตอยู่ ณ อรูปพรหมโลกชั้นสูงสุด คือ เนวสัญญานาสัญญายตนภูมิเป็นเวลานานนักหนา ถึงแม้จะมีสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาตรัสในโลกนี้สักร้อยพระองค์พันพระองค์ก็มิสามารถที่จะทรงขึ้นไปโปรดอาตมาได้เลยการที่อาตมาได้เห็นพระมหาบุรุษเป็นมหัศจรรย์ดังนี้แล้ว แลชีวิตอาตมามิได้อยู่ทันเห็นเมื่อพระองค์ได้ตรัสเป็นพระสรรเพชญสัพพัญญูเจ้านั้นเป็นการเสื่อมสูญจากอุดมลาภ กล่าวคือมรรคผลนิพพานไปอย่างน่าเสียดายนัก

เห็นจริงโดยประจักษ์แลดำริดังนี้แล้ว พระกาฬเทวิลมหาฤๅษีผู้มีฌานอภิญญาแกล้วกล้า ก็มิสามารถจะอดกลั้นความเสียใจแห่งตนไว้ได้ก็เลยร้องไห้มีน้ำตาไหลออกมาจากนัยน์ตาทั้งสอง ผู้คนทั้งผองซึ่งมีสมเด็จพระราชาธิบดีสิริสุทโธทนมหาราชเป็นประธานเมื่อได้เห็นเหตุการณ์อันพิกลเช่นนั้น จึงพากันกราบกรานท่านดาบสฤๅษีผู้มีฌานกล้า แล้วถามด้วยความตกใจว่า "ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า พระผู้เป็นเจ้าหัวเราะสำรวลอยู่เมื่อครู่นี้ แล้วเหตุไฉนจึงกลับร้องไห้ พระผู้เป็นเจ้าเห็นอันตรายสิ่งหนึ่งประการใด จักมีแก่พระบวรดนัยราชกุมารนี้ฤๅ?"

พระกาฬเทวิลชฎิลฤๅษีก็บอกความเหมือนดำริแต่หนหลัง เพื่อคลี่คลายความวิตกกังวลแห่งคนทั้งหลาย แล้วก็ทูลแถลงเหตุให้สมเด็จพระบรมกษัตริย์ได้ทรงทราบ ต่อจากนั้นจึงดำริต่อไปว่า “แต่บรรดาวงศาคณาญาติของอาตมา ผู้ใดจักมีวาสนาได้พบเห็นเมื่อพระราชกุมารผู้ประเสริฐนี้ได้ตรัสเป็นพระสรรเพชญสัพพัญญูแล้วบ้างหนอ" เมื่อพิจารณาไปก็ทราบด้วยอภิญญาอันวิเศษว่า "เจ้าบุรุษหนุ่มซึ่งมีนามว่า นาลกมาณพผู้เป็นนัดดาแห่งอาตมานั้นเป็นผู้มีบุญบารมีที่ได้เคยก่อสร้างมาแต่ปางบรรพ์ จักได้ทันเห็นสมเด็จพระโพธิสัตว์ เมื่อตรัสรู้เป็น องค์พระพุทธเจ้าอย่างเที่ยงแท้” ทราบชัดโดยเเน่นอนฉะนี้แล้ว ก็มีจิตผ่องแผ้ว ถวายพระพรลาสมเด็จพระราชาธิบดีรีบออกจากพระบรมมหาราชวัง ตรงไปยังเคหสถานแห่งกนิษฐภคินีน้องสาวตน แล้วเรียกเจ้านาลกมาณพผู้หลานให้มาหมอบลงตรงหน้า แล้วสั่งว่า

“ดูกรเจ้าเอ๋ย นาลกะผู้หลานรัก! ลุงฤๅษีนี้จักบอกข่าวดีประเสริฐให้แก่เจ้า เมื่อเจ้าฟังแล้วจงตั้งใจปฏิบัติตามคำของลุง คือว่าพระบวรดนัยแห่งสมเด็จพระเจ้าสิริสุทโธทนะซึ่งประสูติในเพลาวันนี้ ทรงเป็นผู้มีบุญญาธิการมาก ทรงเป็นพุทธางกูรกอบด้วยพระมหาบุรุษลักษณะ จักได้ตรัสรู้เป็นองค์พระสรรเพชญสัพพัญญูเจ้าเมื่อชนมายุเข้า 35 พรรษาล่วงไปแล้ว ในตระกูลของเราก็มีเจ้านี้แลจักมีวาสนาได้ทันเห็นพระองค์เมื่อตรัสรู้ฉะนั้น ในบัดนี้เจ้าจึงควรที่จะสละความอาลัยไยดีในทรัพย์สมบัติอันมากมายและฆราวาสวิสัย แล้วออกไปบรรพชาคอยท่าอยู่ จนกว่าพระราชกุมารผู้มีบุญญาภินิหารจักได้ตรัสเป็นองค์พระพุทธเจ้าต่อไปเถิด"

นาลกะบุรุษหนุ่มได้สดับโอวาทของลุงฤๅษีดังนี้ ก็มีจิตยินดีรับปากว่าจักปฏิบัติตามคำแนะนำนั้นด้วยดี ทั้งนี้ก็เพราะเจ้านาลกมาณพผู้เป็นนัดดาแห่งท่านมหาฤๅษีกาฬเทวิลนี้ เป็นผู้มีวาสนาบารมีที่เคยได้สั่งสมมาแล้วมากมาย ในชาตินี้จึงเกิดในตระกูลสูงซึ่งมีทรัพย์นับได้ถึง ๘๗ โกฏิ ครั้นรับคำว่าจะปฏิบัติตามโอวาทแล้ว ก็มาดำริซ้ำเพื่อให้แน่นอนใจอีกทีหนึ่งว่า ”พระมหาฤๅษีผู้เป็นลุงของเรานี้ เป็นผู้ที่ทรงไว้ซึ่งพรตพรหมจรรย์อันมั่น การที่จะมาสั่งสอนเราในกิจอันเปล่าประโยชน์นั้น ย่อมเป็นอันไม่มี โอวาทนี้เห็นจะเป็นคุณอย่างแท้จริง หากว่าไม่เป็นคุณประโยชน์อันประเสริฐแล้ว ไหนเลยลุงฤๅษีจะมีจิตกรุณาพาสังขารอันแก่ชรามาชี้แจงให้เราประกอบเล่า” ดำริดังนี้ก็เป็นผู้มีน้ำใจมากมั่นไปด้วยความเคารพเชื่อถือ จึงใช้ให้คนไปซื้อหาผ้ากาสาวพัสตร์พร้อมกับบาตรดินจากร้านตลาด แล้วก็ตัดสินใจสละฆราวาสวิสัยและทรัพย์สมบัติอันมากมายบรรดามี ให้ช่างโกนผมแลหนวด แล้วนุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์บรรพชาอุทิศเฉพาะพระมหาโพธิสัตว์ ยกอัญชลีกรประณมหัตถ์อธิษฐานว่า

“บรรพชาแห่งข้าพระองค์นี้ ขออุทิศเฉพาะองค์พระมหาบุรุษพุทธสัพพัญญู ผู้ทรงเป็นเอกอัครบุคคลประเสริฐล้ำเลิศในไตรโลก”

อธิษฐานฉะนี้แล้ว ก็มีจิตผ่องแผ้ว ถวายนมัสการด้วยเบญจางคประดิษฐ์เฉพาะทิศพระราชนิเวศน์ ซึ่งสมเด็จพระราชกุมารผู้จะได้ตรัสเป็นพระสัพพัญญูเจ้าในอนาคตกาลสถิตอยู่ แล้วก็จับเอาบาตรขึ้นมาใส่ถุงสะพายขึ้นบนบ่า ออกจากเคหสถานเดินทางเข้าไปอาศัยอยู่ในป่าใหญ่ รอคอยการตรัสรู้แห่งองค์สมเด็จพระสรรเพชญสัพพัญญูต่อไป (ภายหลังท่านนาลกะองค์นี้ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์สาวกและได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้เลิศกว่าพระสาวกทั้งหลายในทางโมไนยปฏิบัติ )

จะกล่าวฝ่ายท่านกาฬเทวิลมหาฤๅษีเฒ่า ครั้นมาบอกข่าวและให้โอวาทเเก่เจ้านาลกะหลานรักแล้ว ก็กลับไปยังอาศรมแห่งตน ซึ่งตั้งอยู่ในป่าใหญ่ไกลจากแดนมนุษย์ กลับมาได้ไม่นานเพียงเวลา ๗ วันเท่านั้นท่านมหาฤๅษีเฒ่าก็ดับสังขารถึงแก่ความตาย ด้วยอำนาจแห่งฌานสมาบัติ ๘ ซึ่งเป็นอุปปัชชเวทนียกรรมชั้นสูงสุด ท่านจึงไปอุบัติผุดเกิดเป็นอรูปพรหมผู้วิเศษ สถิตอยู่ ณ เนวสัญญานาสัญญายตนอรูปพรหมโลก ด้วยประการฉะนี้

จึงเกิดมีปัญหาขึ้นในตอนท้ายเรื่องนี้ว่า ท่านมหาฤๅษีชรากาฬเทวิลดาบส ท่านอุตส่าห์บำเพ็ญพรตเจริญฌานด้วยจิตอันอาจหาญเกินมนุษย์ธรรมดา เพราะบำเพ็ญด้วยความเหนื่อยยากเป็นนักหนา แต่พอได้บรรลุปฐมฌานคือฌานสมาบัติที่ ๑ ก็สำเร็จเป็นอุปปัชชเวทนียกรรมฝ่ายกุศลสามารถที่จะน้อมนำท่านให้ไปอุบัติเกิดในพรหมโลกได้ และต่อมาท่านก็อุตส่าห์เจริญภาวนาจนได้บรรลุฌานสมาบัติที่ ๒-๓-๔-๕-๖-๗-๘ ซึ่งฌานเหล่านี้ก็สำเร็จเป็นอุปปัชชเวทนียกรรม สามารถที่จะน้อมนำท่านให้บังเกิดในพรหมโลกในชาติต่อไปได้ทั้งสิ้น แต่เมื่อถึงคราวที่ท่านดับขันธ์สิ้นชีวิตลงจริงๆ ฌานสมาบัติที่๘ เพียงฌานเดียวเท่านั้น ที่เข้าทำหน้าที่ส่งผลชักนำท่านไปอุบัติเกิดบนพรหมภูมิ จึงทำให้น่าสงสัยว่าฌานสมาบัติที่ ๑ ถึง ฌานสมาบัติที่ ๗ นั้นพากันไปหลบซ่อนอยู่ที่ไหนและเมื่อไรจึงจะให้ผลดีแก่ท่านดาบสผู้เป็นเจ้าของกรรม?

คำวิสัชนาก็มีอยู่ว่า ข้าวบูดของดาบส! คือ ฌานสมาบัติที่ ๑ ถึงฌานสมาบัติที่ ๗ เหล่านั้น ได้กลายสภาพเป็นเหมือนข้าวบูดของท่านดาบสฤๅษีผู้มีกรรมไปเสียแล้ว หมายความว่าอย่างไร ไม่เข้าใจ อ้าว! ก็หมายถึงความตามที่เคยกล่าวไว้แล้วนั่นเอง คือ ได้เคยกล่าวไว้ตั้งแต่ตอนต้นแล้วว่า ฌานสมาบัติอันจัดเป็นอุปปัชชเวทนียกรรมนี้ ถ้าไม่มีโอกาสส่งผลให้ในชาติที่2 คือชาติต่อไปนี้แล้ว ก็จักต้องกลายเป็นอโหสิกรรมไปทันที มีอุปมาเหมือนกับข้าวสุกซึ่งมีสภาพเก็บไว้นานวันไม่ได้ ถ้าเก็บข้าวสุกไว้นานหลายวันโดยไม่บริโภคข้าวสุกนั้นก็จะถึงภาวะบูดเสีย ใช้การไม่ได้ ในกรณีของท่านกาฬเทวิลมหาฤๅษีคนขยันนี้ก็เหมือนกัน ท่านอุตส่าห์สะสมข้าวสุกคือฌานสมาบัติไว้มากมายถึง๗จานด้วยกัน เมื่อถึงคราวที่ท่านจะบริโภค ท่านเลือกบริโภคข้าวสุกจานสุดท้าย คือฌานสมาบัติที่ ๘ ทีนี้ข้าวสุกจานที่เหลือ ซึ่งหมายถึงฌานสมาบัติที่ ๑ ถึงฌานสมาบัติที่ ๗ ที่ถูกท่านทิ้งไว้ไม่บริโภคนั้น จะมีลักษณาการเป็นอย่างไร ถูกแล้ว! ฌานเหล่านั้นย่อมจะเข้าถึงความเป็นหมันมีสภาพบูด ไม่สามารถที่จะส่งผลให้แก่ท่านดาบสฤๅษีผู้เป็นเจ้าของกรรมได้ เพราะล่วงเลยเขต กำหนดเวลาของตน ฉะนั้นจึงกลายเป็นอโหสิกรรมไป ความเป็นไปแห่งอโหสิกรรมฝ่ายกุศลมีนัยดังกล่าวมานี้แล